จากนิยายบู๊สู่โหราศาสตร์ จาก เศก ดุสิต ถึง ศ.ดุสิต นักเขียน อินทรีแดง


"คมณ์ พยัคฆราช" และ "โรม ฤทธิไกร"

เอ่ย 2 ชื่อนี้ เชื่อว่าแฟนนิยายบู๊ อาชญนิยาย ทั้งหลายต้องร้องอ๋อ

ชื่อแรก เป็นพระเอกในนิยายเรื่อง สี่คิงส์, ครุฑดำ ส่วนชื่อหลัง เป็นพระเอกในนิยายเรื่อง อินทรีแดง, อินทรีทอง

ทั้ง 2 ตัวละครเอกมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในเรื่องราวของตน ในหนังสือเล่มนั้นๆ แต่เพราะความที่เป็นเรื่องซึ่งเกิดขึ้นจากจินตนาการ ตลอดจนผู้เขียนทนกระแสเรียกร้องจากผู้อ่านไม่ไหว ทำให้ "คมณ์ พยัคฆราช" และ "โรม ฤทธิไกร" ได้มาเผชิญหน้ากันในนิยายเรื่อง จ้าวนักเลง และ พยัคฆร้ายไทยถีบ

แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ รวมถึงไม่ได้เป็นแฟนนิยายแนวนี้ อย่างน้อยก็เชื่อว่าน่าจะเคยได้ยินชื่อของตัวละครเอกอย่าง "โรม ฤทธิไกร" ชายผู้สวมหน้ากากอินทรีแดง คอยออกต่อกรกับเหล่าผู้ร้าย

เพราะนอกจากจะปรากฏให้เห็นในหน้าหนังสือแล้ว ยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง เป็นตัวละครที่ทำให้ "มิตร ชัยบัญชา" ดาราเจ้าบทบาทที่เข้ามารับบทนี้โด่งดังเปรี้ยงปร้าง และก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน ก่อนที่ปี 2553 "โรม ฤทธิไกร" และ "อินทรีแดง" จะกลับมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์อีกครั้ง โดยมีพระเอก "อนันดา เอเวอริ่งแฮม" สวมบทบาท

เช่นเดียวกับชื่อตัวละครเอก แน่นอนว่าคอนิยายบู๊ อาชญนิยายทั้งหลายต้องร้องอ๋ออีกเช่นกัน

เมื่อเอ่ยชื่อ ""เศก ดุสิต"" นักเขียนผู้ให้กำเนิด "คมณ์ พยัคฆราช" และ "โรม ฤทธิไกร"

ทว่าหลังจากหยุดบทบาทนักเขียนนิยาย นามปากกา ""เศก ดุสิต"" ก็ได้กลายมาเป็น ""ศ.ดุสิต"" เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับโหราศาสตร์และการพยากรณ์ จนกระทั่งปัจจุบัน

"โหราศาสตร์เป็นเรื่องที่คิดไม่ถึง เพราะตอนที่ผมเขียนหนังสือดังๆ อยู่ ตอนนั้นอายุไม่มาก ยังหนุ่ม สำนักพิมพ์นี้อยู่ผ่านฟ้า ใกล้ๆ ตรงสี่แยกจักรพรรดิ เขามีสอนดูลายมือ ผมก็เดินไปเรียนเอง ถ้าถามว่าอยากเรียนวิชาดูลายมือเพราะอะไร ก็เพราะว่าอยากจับมือผู้หญิง ผมว่าเป็นวิชาเดียวที่ทำให้มีผู้หญิงดีๆ ยื่นมือมาให้จับ ตอนนั้นที่เรียนไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปประกอบอาชีพโหรจริงจังหรอกครับ เรียนพอรู้ว่าเขามีหลักการแบบนี้ ซึ่งก็ได้อาจารย์เก่ง สอนดี ทำให้ผมมีความรู้มาก แต่ที่ไปเรียนเพื่อจับมือผู้หญิงเท่านั้นล่ะ (หัวเราะ)"

เป็นเสียงเล่าอย่างอารมณ์ดีของนักเขียนนิยายบู๊ผู้ผันตัวเองมาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับโหราศาสตร์ เป็นเสียงของนักเขียนชั้นครู "เริงชัย ประภาษานนท์"

เกิด 10 พฤศจิกายน 2472 ที่เขตดุสิต กรุงเทพฯ เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมนันทนศึกษา เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง โรงเรียนถูกปิด จึงออกมาทำงานโรงไฟฟ้าสามเสน แต่ทว่าโรงไฟฟ้าก็ถูกโรงระเบิดทำลาย เลยมาได้งานใหม่เป็นช่างเรียงพิมพ์ในโรงพิมพ์ ได้อ่านหนังสือมาก และได้ศึกษากระบวนการทำหนังสือ ในที่สุด ก็ออกมาทำสำนักพิมพ์กับเพื่อน ผลิตผลงานนิยายบู๊ อาชญนิยาย ออกมามากมาย อาทิ สี่คิงส์ ครุฑดำ อินทรีแดง อินทรีทอง จ้าวนักเลง พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ นอกจากนี้ ยังมีผลงานแนวอื่นภายใต้นามปากกา "เกศ โกญจนาศ" "ศิรษา" "ลุงเฉี่อย" และ "ดุสิตา"

นามปากกา "ศ.ดุสิต" ดูเหมือนจะเป็นนามปากกาที่ยังสร้างสรรค์ผลงานอยู่ในปัจจุบัน

"โดยเฉพาะผลงานล่าสุดซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้อย่าง "เรื่องลึกในเลข ๗ ตัว""

- จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการนักเขียน?

เริ่มจากการอ่าน คนที่จะเป็นนักเขียนส่วนใหญ่ จะเป็นนักอ่านมาก่อน อ่านจนรู้สึกว่าตัวเองก็เขียนได้ อย่างผมเองเมื่อตอนเริ่มเขียน ผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนไปให้ใครอ่าน เขียนอ่านเอง แล้วบังเอิญช่วงนั้นมีนิตยสารรายสัปดาห์เขาเปิดอยู่ เปิดรับนักเขียนทั่วไป ชื่อหัวนิตยสารว่ารัตนโกสินทร์ เมื่อ 50-60 ปีก่อนโน้น ผมเขียนแล้วลองส่งไป ก็บังเอิญ เขาตีพิมพ์ทันที ส่งไปปุ๊บ อาทิตย์หน้าลงแล้ว

มีเรื่องดีอย่างหนึ่งตั้งแต่ผมเป็นนักเขียน ผลงานของผมไม่เคยถูกทิ้งลงตะกร้า ส่งไปถึงเรื่องแรกก็ได้ลงแล้ว แต่ผมไม่ได้ส่งไปอีก เขียนเรื่องเดียว แล้วก็ทิ้งไปนานเลย ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักเขียน เลยไปทำงานปกติ ทำงานโรงพิมพ์ เป็นช่างเรียงพิมพ์ ที่ต้องยืนหน้าเคสเอาตัวพิมพ์มาเรียง ก็ยิ่งทำให้เราได้อ่านต้นฉบับมากขึ้นไปอีก เขารับพิมพ์หนังสือทุกชนิด ทั้งนิยาย สารคดีต่างๆ ใครเขียนเป็นยังไงผมรู้หมด แล้วผมก็รู้สึกว่า อืม เราเขียนได้ดีกว่านี้อีก

แล้วบังเอิญเพื่อนเราเป็นหลานเจ้าของโรงพิมพ์ เขามีความสนใจที่จะทำสำนักพิมพ์ แล้วเขาก็รู้ว่าผมเขียนหนังสือได้ เขียนแล้วอ่านสนุกดี บางทีผมไปเจออะไรก็มาเล่าให้ฟัง เห็นคนแก่หาบสาคูไส้หมูขาย คนแก่ขนาดนี้ยังต้องมาหาบสาคูไส้หมูขาย เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องสั้นได้ ก็เอามาเขียนให้อ่านกัน

- อะไรที่เพื่อนคิดว่าเราจะเขียนหนังสือได้?

นักเขียนต้องมีคุณสมบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือ เห็นอะไรก็เขียนได้ ไม่อย่างนั้นไม่ใช่นักเขียน นักเขียนไม่ใช่มานั่งนึกๆ ถึงเขียนได้ เห็นอะไรนิดหนึ่งต้องสะดุดกึ๊ก เขียนได้เลย ผมเป็นแบบนั้น แล้วเพื่อนเห็น เขาเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ พอดีเขาจะแยกตัวออกจากโรงพิมพ์นั้นไปตั้งตัว เขาไปตั้งสำนักพิมพ์ ก็ชวนผมออกไปทำร่วมกัน

ตอนนั้นน่าจะประมาณปี 2497 ออกมาทำสำนักพิมพ์อักษรสมิทธิ์ เครื่องมือผมก็คือปากกา เขียนอยู่ข้างแท่นพิพม์นั่นแหละ ตอนนั้นเรื่องบู๊กำลังเกรียวกราว ผมเริ่มเรื่องบู๊ก่อน ชื่อเรื่อง นอกกฎหมาย จบในเล่ม ที่ต้องจบในเล่มเพราะเป็นสำนักพิมพ์ใหม่ ยังไม่กล้าทำเรื่องยาวกัน แต่ปรากฏว่าขาย 90% เรียกว่าขายหมด ดีอกดีใจมาก เพื่อนบอกให้เขียนเรื่องยาวเลย

ต่อจากนั้นผมก็เขียนเรื่องยาว เอาแบบที่กำลังฮิตอยู่ในตลาดหนังสือ เราก็ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับตลาดหนังสือว่าตอนนั้นเรื่องอะไรเป็นที่นิยม เรื่องที่ผมเขียนเป็นเรื่องบู๊ที่ต่อสู้หักมุม แต่ไม่ใช่หักมุมแบบเรื่องสั้น เป็นการหักมุมแบบเรื่องยาว เราก็ต้องคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเราเอาสไตล์ของเรื่องสั้นมาใส่ในเรื่องยาวดีกว่า ผมก็เขียนเรื่องสี่คิงส์ มีแก๊งแบ่งเป็นหัวหน้าใหญ่ 4 คน แบบไพ่ป๊อกเลย มีแจ๊ก แหม่ม คิง หนึ่ง คิงสี่ใบอะไรแบบนี้ เมื่อเล่ม 1 วางแผง เพื่อนผมบอกว่ามีปัญญาเท่าไหร่เขียนไปเรื่อยๆ เลย เพราะมันขายระเบิดเถิดเทิง

- การเขียนแบบเรื่องสั้นในเรื่องยาวกลายเป็นสไตล์เฉพาะตัว?

คนเขียนหนังสือแนวบู๊ตอนนั้นได้รับความนิยมมาก ที่นำตลาดก็มีอยู่ 3 คน คือ พนมเทียน ส.เนาวราช และก็ เศก ดุสิต มี 3 คนเท่านั้นที่ดังมากๆ ในวงการ ตอนนั้นผมเขียนเป็นชุด ที่ผมบอกว่าเอาสไตล์เรื่องสั้นมาใส่เรื่องยาว เหมือนจบในตอนแต่ละเล่มๆ ไป เพราะผมใช้สไตล์นี้ แล้วก็ได้ผลดีมาตลอด ซึ่งผมก็ติดสไตล์มาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ แม้กระทั่งเขียนเรื่องโหราศาสตร์ ถึงตอนสุดท้ายต้องวางปมเลย ต้องหาปมหามุกมาวางเลย คุณอ่านจบตอนนี้แล้วคุณต้องอยากอ่านต่อตอนหน้า

ต้องเรียกว่าเป็นสไตล์ของผม ตอนนั้นผมใช้ชื่อพระเอกว่า คมณ์ พยัคฆราช ปรากฏว่าดังมาก ทีนี้พอดังมาก คมณ์ พยัคฆราช จึงอยู่ในหลายเรื่อง ผมก็เลยคิดว่าต้องหยุดพักตัวละครนี้ไว้บ้าง บังเอิญผมไปดูหนัง ที่วังบูรพา เขาฉายหนังเรื่อง โจรย่องเบา นักย่องเบา มันปีนป่ายเก่ง ต่อสู้เก่ง แต่พอมาขโมยอะไรใคร มันจะขโมยให้เจ้าของรู้ด้วย นี่ก็เป็นเสน่ห์ คือพระเอกจะตราหน้าว่าเอ็งทำชั่วมากๆ ข้าก็จะเอาของรักของเอ็ง เจ้าของทรัพย์สินก็เตรียมตัวป้องกันเต็มที่ แต่มันก็ขโมยจนได้ แล้วทิ้งนามบัตรไว้ ผมดูแล้วมันได้ไอเดีย จึงมาสร้างตัวละครแบบนี้บ้าง คือเป็นโจร แต่อีกหน้ากากหนึ่งเป็นนักธุรกิจ

- เลยมาเป็น "อินทรีแดง"?

ใช่ ผมก็เลยสร้างอินทรีแดงขึ้นมา เป็นตอนแรก ตอนสอง ตอนสาม โอ๊ย เรียกว่าระเบิด พิมพ์หนึ่งหมื่นเล่มต่อตอน เหลือสักประมาน 10% จาก คมณ์ พยัคฆราช ผมเปลี่ยนชื่อพระเอกเป็น โรม ฤทธิไกร พอเขียนเป็นชุดไปพักหนึ่ง คนติดกันเกรียวกราว ก็มีแฟนหนังสือเขาเขียนจดหมายมาบอกว่า อยากให้ คม พยัคฆราช กับ โรม ฤทธิไกร มาเจอกัน คู่นี้มันมาก สำนักพิมพ์เขาก็ชอบสิ เขาอยากให้เราเขียนอยู่แล้ว ผมไม่เขียนเอง เพราะผมหวงตัวละครของผม พอมันมากเข้าๆ สองชุดมันประชันกันมากเข้า ก็ถึงเวลาจับสองตัวละครมารวมกันในเรื่อง เจ้านักเลง ก็ระเบิดเถิดเทิงอีก ผมกลายเป็นอันดับหนึ่งของตลาดหนังสือในตอนนั้น ซึ่งหนังสือชุดอินทรีแดง ก็ดังมาจนบัดนี้ ถูกสร้างเป็นละคร เป็นหนังมากมาย

- ด้านโหราศาสตร์ ศึกษาอะไรบ้าง?

ผมเริ่มเรียนวิชาดูลายมืออย่างแรก เสร็จแล้วก็เลิกราไป ไม่ได้คิดอะไรต่อ ก็มาเขียนหนังสือเรื่องสั้น นวนิยาย ไปตามเรื่องตามราวจนกระทั่งเกิดสนใจเรื่องหน้าตาคน ว่าทำไมหน้าตาคนอย่างนี้ตำราเขาบอกชีวิตจะเป็นแบบนี้ ผมเลยสนใจวิชาดูโหงวเฮ้ง หรือ นรลักษณ์ศาสตร์ จึงศึกษาจากตำราต่างๆ ค่อยๆ จับทีละจุด แล้วผมก็มาประมวลรวบรวม พอเจอคนนั้นคนนี้ก็ลองทาย สมัยนั้นเจอใครผมไม่ได้ดูว่าสวยหรอก ผมดูว่าหน้าแบบนี้ โหงวเฮ้งแบบนี้เป็นแบบนี้หรือป่าว เหมือนสมัยดูลายมือ เวลาคนเขาโหนรถเมล์ มือหนึ่งโหน อีกมือปล่อยลงมา ผมก็แอบดูลายมือเขา คือผมสนใจอะไร ผมเอาจริง พอได้วิชาโหงวเฮ้งผมก็พักไว้ เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เรียนพอประดับความรู้

ต่อมาเพื่อนผมเป็นคนชอบโหราศาสตร์ ชื่อสุวาน เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ก็มาชวนผมเรียน ตอนแรกผมมองว่าโหราศาสตร์เป็นเรื่องความเชื่องมงาย บ้าๆ บอๆ ก็เลยไม่สนใจ และผมกำลังดังมากจากงานหนังสือด้วย เขียนหนังสือทุกเรื่องคนเอาไปทำหนังหมด แล้วบังเอิญ มิตร ชัยบัญชา มาเล่นเรื่องอินทรีแดง และดันตกเครื่องบินตาย ตอนนั้นทำให้ผมคิดว่าชีวิตคนกำลังดังสุดขีด แล้วทำไมมันพลิกผันไปขนาดนี้ ต้องมีอะไรสักอย่างในชะตาชีวิต จากนั้นเมื่อเพื่อนที่เรียนโหราศาสตร์มาชวนไปเรียนอีก ผมเลยบอกว่าเอาตำรามาดูสิ (หัวเราะ) พอผมศึกษาตำราผมก็บ้าเลือด คือศึกษาอย่างเอาจริงเลย หนังสือก็เขียนไป โหราศาสตร์ก็เรียนไป เจอหน้าใครทายหมด

- เรื่องเลข 7 ตัวที่กลายมาเป็นผลงานล่าสุด?

ในระหว่างที่เรียนอยู่ก็ไปสมาคมกับพวกที่เรียนด้วยกัน มีคนที่เรียนวิชาเลข 7 ตัว ผมก็สงสัยว่าเลข 7 ตัวกับโหราศาสตร์มันใกล้เคียงกันยังไง ผมจึงเรียนเลข 7 ตัวเพิ่มอีก ผมเรียนจบในปี 2514 ตอนนั้นก็ยังไม่ได้นำไปใช้ทำอะไรเรียนพอเป็นความรู้ไว้เฉยๆ ผมก็เขียนหนังสือต่อไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 60 ปี ผมก็เบื่อเขียนหนังสือ จึงเกษียณตัวเอง ผมบอกโรงพิมพ์ว่าผมเลิกเขียนแล้วนะ จากนั้นก็มาอยู่บ้าน

ทีนี้วิชาโหราศาสตร์ที่เคยศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่วัยหนุ่มก็เริ่มนำออกมาใช้ ผมลองเขียนเป็นบันทึกเล่นๆ ดู บังเอิญได้คุยกับทางมติชน ได้ลองทายผู้บริหารมติชน เขาก็เลยบอกให้เขียนส่งมา ผมก็เขียน แต่ตอนนั้นยังไม่ใช่วิชาโหราศาสตร์นะ ตอนนั้นเป็นเรื่องลายมือใช้ชื่อหนังสือว่า มือบอกชีวิต

ส่วนนามปากกา จาก เศก ดุสิต ที่ใช้กับการเขียนนิยาย ผมก็ตัดให้สั้นเป็น ศ.ดุสิต มันจะได้ต่างกัน ไม่งั้นคนอ่านจะงง ว่าทำไมนักเขียนเรื่องบู๊มาเปลี่ยนเป็นแนวหมอดู (ยิ้ม) ผมเขียนต้นฉบับให้มติชนสุดสัปดาห์มาเรื่อยๆ จนวันนี้ 20 ปีได้แล้ว

- ความโดดเด่นของวิชาเลข 7 ตัวคืออะไร?

ในความรู้สึกของผมมันไม่ต่างกัน แล้วแต่ความชอบของคน แต่วิชาเลข 7 ตัวเป็นกระบวนศาสตร์ที่ง่ายที่สุด เรียนง่าย เข้าใจง่ายกว่า ทำให้คนชอบ แต่วิชาโหราศาสตร์ลึกซึ้งกว่าวิชาเลข 7 ตัวเยอะ อย่างจะทายดวงเมือง ทายอนาคตของประเทศไทย เลข 7 ตัวมันทายไม่ได้ ต้องใช้โหราศาสตร์ทาย

เรื่องเลข 7 ตัว พออ่านจบแล้วสามารถศึกษาพยากรณ์เองได้เลยทันที ถ้าไม่โง่จนเกินไป ถึงโง่ก็ยังสามารถทำนายได้ เพราะมีคนอ่านเยอะแยะ ที่เขาซื้อหนังสือของมติชนนี่ล่ะ อ่านจบแล้วเขาก็ไปตั้งโต๊ะรับทำนายแล้ว (หัวเราะ) คืออ่านเสร็จแล้วรับรองว่าไปหากินได้ เพราะผมเขียนหนังสือไม่ได้เขียนแบบนักเขียนตำราทั่วไป เพราะผมจะถือว่าคนอ่านเป็นคนโง่ไว้ก่อน อย่าไปคิดว่าคนอ่านเป็นคนฉลาดนะ ถ้าเขียนแบบให้คนฉลาดอ่านนี่ อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง สไตล์การเขียนเรื่องหมอดูของผม ผมเขียนบรรยายอย่างละเอียด แล้วยังมีตัวอย่างให้ด้วย คนอ่านชอบมาก ชอบตรงนี้ ผมถึงบอกว่าคุณอ่านหนังสือของผมแล้วคุณยังไม่เข้าใจ คุณอย่าไปอ่านของคนอื่นเลย

- แล้วการเรียนรู้หรือศึกษาโหราศาสตร์ เป็นเรื่องยากไหม?

จะว่ายากมันก็ยาก สำหรับผมมันไม่ยาก ขึ้นอยู่กับว่า เรามีอิทธิบาท 4 หรือเปล่า เรามีความพอใจชอบใจในวิชานี้ไหม อันนี้เป็นอันดับ 1 เลย ถ้าคุณไม่พอใจหรือไม่ได้คิดอะไรกับมัน เรียนไปก็ทิ้ง แต่ถ้าคุณเอาจริง ผมถึงบอกว่าผมเป็นคนบ้าเลือด เอาจริง นอกจากมีฉันทะ ตัวต้นแล้ว ตัวรักตัวชอบแล้ว ผมยังมีวิริยะ มีจิตตะ วิมังสา ต้องเอาให้ครบเลย

เรื่องโหราศาสตร์ยังมีอีกเยอะ เพราะมันมีมาตั้ง 5,000-6,000 ปีแล้ว ยืนยงคงกระพันมาจนบัดนี้ เพียงแต่มันพัฒนาการมาเรื่อยๆ จนถึงยุคหนึ่งก็จะมีสไตล์ใหม่ๆ เข้ามาผสม เหมือนอย่างที่ผมเรียนมาเมื่อ 30 ปีก่อนกับสมัยนี้มันต่างกัน จะเอาสิ่งที่ผมเรียนเมื่อ 30 ปีที่แล้วมาสอนคนปัจจุบันอย่างตรงๆ ก็ไม่ได้ ต้องปรับให้มันเข้ากับยุคสมัย เพราะศัพท์บางอย่างมันเปลี่ยนไป แต่คำแปลยังต้องเป็นอันเดียวกัน

- อนาคตโหราศาสตร์จะยังมีอิทธิพลต่อมนุษย์?

ยังมีอยู่อีกมาก เพราะโหราศาสตร์เป็นวิชาที่รู้อนาคต ซึ่งคนทั่วไปไม่รู้ เมื่อคนทั่วไปไม่รู้ ธรรมชาติของคนมันอยากจะรู้ เมื่ออยากจะรู้จะพึ่งใครได้ ก็ต้องพึ่งนักโหราศาสตร์ ด้วยเหตุนี้แหละ วิชานี้ถึงอยู่ได้

"ผมเขียนมาตั้งแต่เริ่มต้นจนวันนี้ 10-20 ปีแล้ว มันยังไม่จบเลย แล้วก็ยังมีต่อไปอีก" 

โดย พินทุ วิเศษภูมิ มติชน อาทิตย์สุขสรรค์ 24 มีนาคม 2556

ขอขอบคุณ : www.matichon.co.th

ความคิดเห็น