วิจัยพบคนกรุงจ่ายเงินดูหมอสูถึง 2,400 ล้านบาท


              หมอดูหรือการทำนายเป็นการบอกในสิ่งที่เป็นความลับ ที่คนธรรมดาทั่วไม่รู้ หรือบอกความลับของบุคคล มีทั้งบอกเรื่องในอนาคต ปัจจุบัน และอดีต และมีการใช้หลายศาสตร์ในการทาย เช่น ดูจากช่วงเวลาและวันเดือนปีเกิด ดูลายมือ ดูลักษณะร่างกาย ดูไพ่ ฯลฯ ไปจนถึงพึ่งวิญญาณ ทุกวันนี้ยังไปไกลขึ้นไปอีก มีทั้งดูจากต้นไม้ ถ้วยกาแฟ ข้าวสาร สารพัดจนจารไนไม่ไหว
              หมอดูและการทำนายเป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับศาสนามาก ทุกศาสนาล้วนมีเรื่องราวอ้างอิงถึงเรื่องการพยากรณ์หรือทำนายทายทักอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ถือเป็นอิทธิฤทธิ์อัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่ทำให้ศาสดาหรือประกาศกในศาสนามีความน่าเลื่อมใสมากกว่าแค่การสอนที่คมคาย
              อย่างไรก็ตาม ในบางศาสนาก็มีการห้ามเรื่องดูหมออย่างเด็ดขาด ถือเป็นไสยศาสตร์ หรือเป็นวิชามาร อำนาจมืดที่ต้องกำจัด แต่กระนั้นศาสนาเหล่านั้นก็กลับยอมรับการทำนายได้ หากมาจากอำนาจของพระเป็นเจ้าในศาสนา และทำโดยพระนักบวช (ด้วยเหตุนี้เรื่องการทำนายและหมอดูจึงอยู่ในขอบข่ายการศึกษาของศาสนวิทยาด้วย)
              แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป การทำนายก็มีพัฒนาการของตนเองมาเรื่อยๆ จนกระทั่งบางส่วนแยกตัวไปออกไปจากศาสนา กลายเป็นศาสตร์ต่างหากขึ้นมา จากเดิมที่เคยเป็นพระนักบวชดูหมอ ที่นี้ฆราวาสก็สามารถกลายเป็นหมอดูเองเลย ส่วนที่ยังอิงศาสนาอยู่ก็มี
              ไม่เพียงเท่านั้น การดูหมอในยุคหลังยังอ้างว่าศาสตร์พยากรณ์กลายเป็นเรื่องวิชาการทางสถิติและความน่าจะเป็น ไม่ใช่เรื่องอิทธิฤทธิ์ทางศาสนาและอำนาจไสยศาสตร์อีกต่อไปแล้ว ใครๆก็เรียนรู้ได้
              แน่นอนว่า คนในยุควิทยาศาสตร์ก็ยังคงมีทัศนะว่าเรื่องหมอดูเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ เหมาะสำหรับคนอ่อนแออารมณ์ไม่มั่นคง ต้องการให้ใครพูดอะไรให้เกิดความสบายใจ ว่าไปก็คล้ายกับการที่คนยุคใหม่ดูถูกศาสนาเช่นกัน
              ซึ่งคนที่เชื่อทางนี้ก็แย้งว่าศาสตร์นี้เป็นเรื่องจริง พิสูจน์ได้ แต่เราก็ไม่ได้เคยได้เห็นการพิสูจน์อะไรเป็นเรื่องเป็นราวสักที ทั้งๆที่การพิสูจน์เรื่องการทำนายหรือหมอดู ง่ายกว่าการพิสูจน์ความถูกผิดทางศาสนามาก
              แต่ทุกวันนี้อาจพูดอย่างนี้ไม่ได้แล้ว เพราะทุกวันนี้ ศาสตร์พยากรณ์เขาก้าวไปไกลกว่าเดิมมาก คือมี "การแข่งขันหมอดู" กันแล้ว
              ยกตัวอย่างเช่น มีการจัดการแข่งขันค้นหาสุดยอดนักพยากรณ์ที่แม่นยำที่สุด ชื่อรายการว่า " Horo Live ศึกชิงจ้าวหมอดู" ซึ่งจะคัดเลือกสุดยอดหมอดูของประเทศไทย 10 คนมาชิงให้ไก้ผู้ชนะคนเดียว แล้วยังเอาไปชิงกับสุดยอดหมอดูจากภาคพื้นเอเชีย เช่น เกาหลี, อินโดนีเซีย, อินเดีย, มาเลเซีย และลาว เพื่อค้นหาสุดยอดหมอดูแห่งเอเชีย...ขนาดนั้นเลยทีเดียว
              ผู้จัดการแข่งขันบอกว่า การจัดแข่งเช่นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมสนับสนุนอาชีพ "หมอดู" ให้ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ส่งเสริมหมอดูคุณภาพ เดินหน้าโครงการ"หมอดูส่งออก" และขจัด "หมอดูจอมปลอม" ให้สิ้น
              หลายท่านคงสงสัยว่าแล้วจะวัดแพ้ชนะกันยังไง? ผู้จัดเขาวางเกณฑ์ว่าก็ดูที่ "ความแม่นยำ" แต่วิธีการนั้นใช้ศาสตร์อะไรก็ได้ แต่สุดท้ายก็วัดกันที่ความแม่นยำ คำตอบต้องแม่นยำ วิธีการคือ เขาเอาดารามาเป็นปรัศนีย์ มีแค่วันเดือนปีเกิด แล้วให้ทำนายว่าเป็นชายหรือหญิง นิสัยเป็นอย่างไร"
              ผู้เขียนเองไม่ได้สนับสนุนการดูหมอแต่ก็ขอชมเชยผู้จัดว่า การจัดแข่งขันเช่นนี้มีความดีในสามประการ หนึ่งคือ เป็นการพยายามพิสูจน์ให้เห็นจริงว่าความเชื่อของตนนั้นไม่งมงาย มีการพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรม และเป็นวิธีที่ให้ความยุติธรรมกับผู้อื่น ไม่ได้บังคับใครให้เชื่อเหมือนคนโดยที่ไม่มีการพิสูจน์ สองคือ การไม่บังคับวิธีการ แต่ดูที่ผลสุดท้ายคือความถูกต้องแม่นยำ นี่ก็ถือว่าเป็นธรรมและเป็นการไม่ปิดกั้นความรู้ใหม่และความคิดที่สร้างสรรค์ และสาม หากศาสตร์นี้สามารถเข้าสู่ความแม่นยำที่มีมาตรฐานและไม่เป็นโทษก็สามารถนำมาเป็นประโยชน์ต่อผู้คนได้
              เสียแต่ว่าทุกวันนี้ แม้แต่พวกโหรต่างๆ  ก็เห็นผิดตลอด แต่ก็ยังรวยเอาๆ
              ทุกวันนี้หมอดูกลายเป็นอาชีพที่ทำเงินสำหรับหลายคน มีรายงานว่าที่เกาหลีมีหมอดูราว 3 แสนคน
              มีงานวิจัยปี 49 ที่บอกว่า คนกรุงเทพฯจ่ายเงินดูหมอ 2,400 ล้านบาท ถือว่าสูงทีเดียว และบอกอีกว่า“ธุรกิจหมอดู”เป็นธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรืองหรือซบเซา เพราะการที่คนเราต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น รวมทั้งปัญหาส่วนตัว จึงทำให้เกิดอาการเครียด ทำให้ทุกคนพยายามหาทางออกที่ดีกว่าให้กับชีวิตและจิตใจของตนเอง และทุกคนก็อยากได้วิธีที่ง่ายไม่ต้องพยายามอะไร คือถือว่าทุกอย่างอยู่ที่ดวงชะตา แล้วก็จบ และที่ปรึกษาที่เป็นทางเลือกหนึ่งของคนจำนวนไม่น้อยคือ“หมอดู”
              ยิ่งยุคนี้ คนไม่น้อยเข้าหาหมอดูมากกว่าเข้าหาศาสนาเสียอีก!

ที่มา : เฟซบุ๊ก ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat รายงาน
(หมายเหตุ : ภาพจากการแข่งขันหมอดูในประเทศไทย)

ความคิดเห็น